เช็กลิสต์เอกสารที่ทนายตัวจริงควรแสดงได้ เมื่อพบลูกความครั้งแรก

การเลือกทนายความสักคนหนึ่งมาดูแลคดีให้เรา ไม่ได้ดูแค่คำพูดหรือความมั่นใจในการรับปาก แต่ควรเริ่มจากการตรวจสอบใบอนุญาตทนายความและเอกสารที่แสดงตัวตนได้จริงก่อนตัดสินใจมอบหมายงานใด ๆ เพราะหากผู้ที่เราคุยด้วยไม่ใช่ทนายความจริง ย่อมเสี่ยงต่อทั้งทรัพย์สินและคดีความของเราเอง
บทความนี้รวบรวมเช็กลิสต์เอกสารและข้อมูลที่เราขอดูได้อย่างสุภาพในวันแรกที่นัดพบ พร้อมคำถามที่ควรถามและข้อสังเกตที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมั่นใจขึ้น โดยไม่ต้องรู้สึกเกรงใจว่าการขอดูหลักฐานเป็นเรื่องผิดมารยาท
ทำไมต้องตรวจสอบใบอนุญาตทนายความก่อนจ้าง?
เพราะการว่าความในศาลหรือแต่งฟ้องให้ผู้อื่นเป็นงานที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาทนายความแล้วเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ระบุชัดว่า “ทนายความ” หมายถึงผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ดังนั้นการตรวจสอบใบอนุญาตทนายความจึงเป็นการยืนยันว่าผู้ที่เราจะจ้างมีสถานะตามกฎหมายจริง ไม่ใช่บุคคลทั่วไปที่รับทำงานแทน
หากเราจ้างคนที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ไปว่าความหรือแต่งฟ้องแทน ตัวคนนั้นมีความผิดตามมาตรา 33 และต้องระวางโทษตามมาตรา 82 คือจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ผลเสียที่ตกกับเราคือคดีอาจเสียรูป เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน การตรวจตั้งแต่ต้นจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่เราทำได้ด้วยตัวเอง
เอกสารอะไรบ้างที่ขอดูได้อย่างสุภาพเมื่อพบครั้งแรก?
สิ่งที่ขอดูได้ทันทีคือบัตรทนายความหรือใบอนุญาตที่ยังไม่หมดอายุ พร้อมบัตรประชาชนเพื่อเทียบชื่อและรูปถ่าย ตามมาตรา 39 ใบอนุญาตมีอายุสองปี เว้นแต่ประเภทตลอดชีพจึงมีอายุตลอดชีพ เราควรดูวันออกและวันหมดอายุให้ชัด หากเป็นประเภทสองปีและใกล้หมดอายุควรถามว่าได้ยื่นต่ออายุแล้วหรือยัง เพราะตามมาตรา 40 หากขาดต่ออายุจะยังต่อได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละยี่สิบ
นอกจากบัตรและใบอนุญาตแล้ว เราสามารถขอที่อยู่สำนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร ชื่อ-นามสกุลที่ตรงกับที่แจ้งไว้ และช่องทางติดต่อที่เป็นทางการ ควรสังเกตว่าชื่อในบัตรกับชื่อในเอกสารที่ให้เราลงนามตรงกันหรือไม่ หากมีผู้ช่วยหรือเลขานุการควรถามให้ชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบคดีโดยตรง และใครจะเป็นผู้ลงชื่อในเอกสารสำคัญทุกฉบับ
เลขใบอนุญาตทนายความใช้ตรวจอะไรได้บ้าง?
เลขใบอนุญาตเป็นข้อมูลที่ช่วยยืนยันตัวตนของทนายความแต่ละคน และเป็นสิ่งที่นำไปใช้ยื่นคำขอตรวจสอบประวัติต่อสำนักงานทะเบียนสภาทนายความได้ โดยใช้แบบ ท.8 ซึ่งเป็นแบบคำขอที่สภาทนายความจัดไว้ให้ ผลการตรวจจะแสดงสถานะทะเบียนว่าเป็นทนายความประเภทสองปีหรือตลอดชีพ หรือไม่ปรากฏชื่อทางทะเบียน และไม่เคย เคย หรืออยู่ระหว่างถูกลงโทษคดีมรรยาททนายความ
การนำเลขใบอนุญาตไปตรวจไม่ได้หมายความว่าเราไม่เชื่อถือ แต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ถ้าต้องการดูแนวทางและรายละเอียดของการตรวจสอบทนายความ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://thanaidee.com/ตรวจสอบทนายความ/ ซึ่งรวบรวมสิ่งที่ประชาชนควรรู้ในการตรวจสอบสถานะทนายความไว้อย่างเป็นระบบ
ตรวจสอบประวัติทนายความกับทะเบียนได้อย่างไร?
ช่องทางที่ยืนยันได้คือการยื่นคำขอตามแบบ ท.8 ต่อสำนักงานทะเบียนสภาทนายความ โดยขอตรวจสอบได้ทั้งประวัติของตนเองและของบุคคลอื่น แบบฟอร์มระบุค่าตรวจสอบประวัติทนายความฉบับละ 40 บาท ค่าจัดส่งเอกสารกลับแบบลงทะเบียน 50 บาท หรือ EMS 70 บาท และให้แนบสำเนาใบอนุญาตหรือบัตรทนายความ หรือสำเนาบัตรประชาชนของผู้ยื่น หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นแทนต้องแนบหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรผู้รับมอบด้วย
ผลการตรวจจะบอกได้เฉพาะสถานะทะเบียนและประวัติการถูกลงโทษทางมรรยาทตามที่แบบระบุไว้ ไม่ได้ครอบคลุมรายละเอียดอื่นของคดีหรือคุณภาพการทำงาน ดังนั้นการตรวจสอบกับทะเบียนจึงเป็นเพียงข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยคัดกรอง ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกใครมาดูแลคดีของเรา
ทนายจริงต้องมีคุณสมบัติอะไรที่เราควรถาม?
ตามมาตรา 35 ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติ เช่น สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์ตามที่กำหนดและเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ไม่อยู่ระหว่างต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีเงินเดือนและตำแหน่งประจำ เว้นแต่ข้าราชการการเมือง เราสามารถถามได้อย่างสุภาพว่าท่านเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาหรือไม่
อีกเรื่องที่ควรถามคือการฝึกอบรมตามมาตรา 38 ซึ่งกำหนดว่าผู้ที่ไม่เคยเป็นทนายความหรือไม่เคยดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายระบุ ต้องผ่านการฝึกอบรมมรรยาททนายความ หลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายก่อน เว้นแต่ผ่านการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี คำถามเหล่านี้ช่วยให้เราประเมินพื้นฐานของผู้ที่จะรับงานได้ดีขึ้น
ใบเสร็จและหลักฐานการชำระเงินควรตรวจอะไร?
ควรเรียกใบเสร็จที่ออกในนามสำนักงานหรือในนามทนายความผู้รับงาน โดยระบุรายละเอียดค่าบริการให้ชัดเจน เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าดำเนินคดี หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ตกลงกัน การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวบุคคลโดยไม่มีเอกสารใด ๆ เป็นสัญญาณที่ควรตั้งคำถาม เพราะตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 17 ห้ามทนายความประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความ หรือแจ้งว่าไม่เรียกค่าจ้าง เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยสภาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หากผู้ที่เราคุยด้วยเอ่ยอ้างว่าทวงเงินคืนได้แน่นอนหรือรับรองผลคดี ควรระวัง เพราะข้อ 17 ยังห้ามโฆษณาชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง สำนักงาน ในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวน เว้นแต่แสดงตามสมควรโดยสุภาพ ลักษณะเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของทนายความที่ทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพ
ที่อยู่สำนักงานและช่องทางติดต่อควรขอดูแบบไหน?
เราควรขอที่อยู่สำนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร และตรวจว่าตรงกับที่แจ้งไว้ในเอกสารหรือนามบัตรหรือไม่ อาจขอแผนที่หรือนัดพบที่สำนักงานโดยตรงเพื่อยืนยันว่ามีสถานที่ทำงานจริง ตามข้อมูลของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งอยู่ 249 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานทะเบียนที่เราติดต่อได้หากต้องการยื่นคำขอตรวจสอบประวัติ
หากผู้ที่เราคุยด้วยให้ติดต่อได้เฉพาะผ่านแชท ไม่มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจน และเร่งให้โอนเงินภายในเวลาสั้น ๆ ควรตั้งคำถามและไม่รีบตัดสินใจ การมีช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้และที่อยู่ที่ไปพบได้จริงเป็นสัญญาณพื้นฐานของความน่าเชื่อถือ
ถ้าทนายไม่ยอมแสดงเอกสาร ควรทำอย่างไร?
ถ้าผู้ที่เรากำลังจะจ้างไม่ยอมให้ตรวจสอบใบอนุญาตทนายความหรือหลีกเลี่ยงการแสดงตัวตน เราไม่ควรฝากคดีหรือโอนเงินใด ๆ ให้ ทางเลือกที่ปลอดภัยคือขอคำปรึกษาจากทนายความท่านอื่น หรือสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ เพราะการไม่มีเอกสารยืนยันสถานะเป็นความเสี่ยงที่เราไม่จำเป็นต้องแบกไว้
การขอตรวจเอกสารไม่ใช่การดูถูกวิชาชีพ แต่เป็นการปกป้องตัวเองตามสมควร หากผู้ให้บริการมืออาชีพจะเข้าใจและยินดีแสดงหลักฐานอยู่แล้ว เราควรเลือกทำงานกับคนที่พร้อมให้เราตรวจสอบ และหลีกเลี่ยงการผูกมัดกับผู้ที่ทำให้เราต้องเดา
ทนายที่โฆษณาเกินจริงผิดมรรยาทหรือไม่?
ข้อ 17 แห่งข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ห้ามทนายความโฆษณาชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง หรือสำนักงานในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวน เว้นแต่แสดงตามสมควรโดยสุภาพ ดังนั้นการโฆษณาว่าทวงเงินคืนได้แน่นอนหรือรับรองผลคดีจึงขัดกับแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ หากพบลักษณะเช่นนี้ควรชะลอการตัดสินใจและตรวจสอบสถานะทนายความให้แน่ชัดก่อน
โทษสำหรับการผิดมรรยาทตามมาตรา 52 มีสามระดับ คือ ภาคทัณฑ์ ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนดไม่เกินสามปี หรือลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ โดยกรณีผิดเล็กน้อยครั้งแรกอาจงดโทษโดยว่ากล่าวตักเตือนหรือให้ทำทัณฑ์บน การโฆษณาเกินจริงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องที่สภาทนายความมีอำนาจพิจารณาได้
ก่อนเซ็นมอบอำนาจ ควรตรวจเอกสารใดเพิ่ม?
ควรมีสำเนาบัตรประชาชนของทนายความผู้รับมอบ และตรวจว่าชื่อ-นามสกุลตรงกับใบอนุญาตและทะเบียนทนายความ รวมถึงดูวันที่ในเอกสารให้ชัดเจน ไม่ปล่อยช่องว่างที่อาจถูกเติมภายหลัง และควรอ่านขอบเขตอำนาจให้ละเอียดว่าให้ทำอะไรได้บ้าง หากไม่แน่ใจให้ขอคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรและเก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับไว้กับตัวเอง
การตรวจเอกสารก่อนเซ็นเป็นการป้องกันไม่ให้อำนาจที่เราให้ไปถูกใช้เกินขอบเขต แม้จะดูเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลา แต่ช่วยลดความเสี่ยงในภายหลังได้มาก และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนามทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจสอบทนายความ
ต้องตรวจสอบทนายความทุกครั้งก่อนจ้างหรือไม่
ควรตรวจทุกครั้ง โดยเฉพาะคดีที่มีมูลค่าสูงหรือมีผลต่อทรัพย์สินและสิทธิของเรา การตรวจสอบใบอนุญาตและสถานะทะเบียนเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ไม่ยุ่งยาก และช่วยให้เรามั่นใจว่าผู้ที่รับงานมีตัวตนตามกฎหมายจริง
ขอดูสำเนาใบอนุญาตแล้วเก็บไว้ได้ไหม
สามารถขอสำเนาไว้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจได้ แต่ควรใช้อย่างสุภาพและระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน การเก็บสำเนาไว้ช่วยให้เราตรวจสอบย้อนหลังได้หากมีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง
ถ้าทนายย้ายสำนักงานต้องแจ้งไหม
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและแนวปฏิบัติของสภาทนายความ ในทางปฏิบัติควรแจ้งให้ลูกความทราบเพื่อให้ติดต่อได้ตลอด หากไม่ได้รับแจ้งและติดต่อไม่ได้ ควรสอบถามไปยังสำนักงานทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลล่าสุด
ใบอนุญาตหมดอายุระหว่างทำคดีทำอย่างไร
ตามมาตรา 39 ใบอนุญาตประเภทสองปีมีอายุสองปี และตามมาตรา 40 หากขาดต่ออายุยังต่อได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละยี่สิบ เราควรสอบถามทนายความว่าได้ดำเนินการต่ออายุเรียบร้อยหรือยัง เพื่อให้การดำเนินคดีไม่สะดุด
ถ้าสงสัยว่าผู้ที่คุยด้วยไม่ใช่ทนายความจริงควรทำอย่างไร
ควรหยุดการชำระเงินและขอคำปรึกษาจากทนายความท่านอื่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที การตรวจสอบกับทะเบียนทนายความตามแบบ ท.8 จะช่วยยืนยันได้ว่ามีชื่อในทะเบียนหรือไม่ และควรเก็บหลักฐานการติดต่อและการชำระเงินไว้ทั้งหมด
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจสอบทนายความ ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง หากท่านมีข้อสงสัยหรือกำลังเผชิญปัญหาที่เฉพาะเจาะจง ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน